วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เพลงพื้นบ้าน


                        เพลงพื้นบ้าน

 เพลงพื้นบ้านคือ บทร้อยกรองของชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาจัดเป็นลักษณะศิลปะของกลุ่มชนลักษณะที่เด่นชัดของ
เพลงพื้นบ้านคือความเรียบง่ายของบทร้อยกรองและไม่ติดอยู่กับกฎเกณฑ์มีความเป็นอิสระทางภาษา

 เพลงพื้นบ้าน
  เป็นร้อยกรองที่นำมาจัดจังหวะของคำ และใส่ทำนองเพื่อ ขับร้องในท้องถิ่นสืบทอดต่อกันมาด้วยวิธีจดจำ ที่มาของ เพลงพื้นบ้าน เกิดจากนิสัยชอบบทกลอน หรือทีเรียกว่า “ความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน” ของคนไทยในท้องถิ่นต่างๆ ที่เรียงร้อยถ้อยคำมีสัมผัสคล้องจอง และประดิษฐ์ทำนองที่ ร้องง่ายแล้วนำมาร้องเล่นในยามว่าง หรือระหว่างทำงาน ร่วมกัน เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว นวดข้าว เพื่อผ่อนคลายความ เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน เพื่อความสนุกสนาน และเพื่อความสามัคคีในกลุ่มชน การใช้ถ้อยคำในเพลง พื้นบ้านนั้น มีลักษณะตรงไปตรงมา นิยมใช้ภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน บางครั้งก็แฝงนัยให้คิดในเชิง สองแง่สองง่าม บางเพลงก็ร้องซ้ำไปมาชวนให้ขับขัน
เพลงพื้นบ้านและบทเพลงกล่อมเด็ก
เพลงพื้นบ้าน
     ๑. ความหมายของเพลงพื้นบ้าน คือ บทเพลงที่เกิดจากคนในท้องถิ่นต่าง ๆ
คิดรูปแบบการร้อง การเล่นขึ้น เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนอง ภาษาเรียบง่ายไม่ซับซ้อน มุ่งความสนุกสนานรื่นเริง ใช้เล่นกันในโอกาสต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ ตรุษจีน ลอยกระทง
ไหว้พระประจำปี หรือแม้กระทั่งในโอกาสที่ได้มาช่วยกันทำงาน ร่วมมือร่วมใจเพื่อทำงาน
อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น
     ๒. ลักษณะของเพลงพื้นบ้าน ส่วนมากเป็นการเกี้ยวพาราสี หรือการซักถามโต้ตอบ
กัน ความเด่นของเพลงพื้นบ้านอยู่ที่ความไพเราะ คารมหรือถ้อยคำง่าย ๆ แต่มีความหมาย
กินใจ ใช้ไหวพริบปฏิภาณในการร้องโต้ตอบกัน เพลงพื้นบ้านส่วนใหญ่จะมีเนื้อร้อง และ
ทำนองง่าย ๆ ร้องเล่นได้ไม่ยาก ฟังไม่นานก็สามารถร้องเล่นตามได้ การเล่นเพลงชาวบ้าน
จะเล่นกัน ตามลานบ้าน ลานวัด ท้องนา ตามลำน้ำ แล้วแต่โอกาสในการเล่นเพลง
เครื่องดนตรี ที่ใช้เป็นเพียงเครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่ง กรับ กลอง หรือเครื่องดนตรี ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองบางทีก็ไม่มีเลยใช้การปรบมือประกอบจังหวะสิ่งสำคัญในการ ร้องเพลง
ชาวบ้านอีกอย่างก็คือ ลูกคู่ที่ร้องรับ ร้องกระทุ้ง หรือร้องสอดเพลง ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความสนุกสนานครึกครื้นยิ่งขึ้น
     ๓. ประเภทของเพลงพื้นบ้าน เราอาจแบ่งประเภทของเพลงพื้นบ้านตามภูมิภาค
ต่าง ๆ ได้ดังนี้
           ๓.๑ เพลงพื้นบ้านในภาคเหนือ เช่น เพลงค่าว ซึ่งเป็นบทขับร้องที่มีทำนอง
สูงต่ำไพเราะ เพลงซอเป็นการขับร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกัน จ๊อยหรือการขับลำนำในโอกาส
ต่าง ๆ และทำฮ่ำหรือคำฮ่ำ ซึ่งเป็นการขับร้องหมู่ เป็นต้น
           ๓.๒ เพลงพื้นบ้านในภาคอีสาน เช่น หมอลำ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นลำกลอนคือการลำ
โดยทั่วไป ลำโจทก์ – แก้ เป็นการลำถาม – ตอบ โต้ตอบกันในเรื่องต่าง ๆ ลำหมู่ เป็นการลำ
เล่านิทาน เรื่องราว โดยมีผู้แสดงประกอบ ลำเต้ย เป็นการลำที่มีจังหวะช้า และลำเพลิน เป็นการลำแบบใหม่มีสาว ๆ ร่ายรำประกอบ นอกจากนี้ยังมีเพลงโคราช ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ เพลงฉ่อยของภาคกลาง เพลงลากไม้เป็นการร้องประกอบการทำงาน เพลงเซิ้ง เช่น เซิ้ง
บั้งไฟ  เซิ้งผีตาโขน  เซิ้งนางแมว เป็นต้น
           ๓.๓ เพลงพื้นบ้านในภาคกลาง ในภาคกลางมีเพลงพื้นบ้าน มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักใช้ร้องในโอกาสต่าง ๆ เช่น ร้องเพื่อความบันเทิง ได้แก่ เพลงเรือ เพลงอีแซว ลำตัด
เพลงฉ่อย ร้องประกอบการทำงาน ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำรำเคียว ฯลฯ
           ๓.๔ เพลงพื้นบ้านในภาคใต้ เช่น เพลงเรือ ซึ่งเป็นเพลงเล่นทางน้ำเหมือนกับ เพลงเรือของภาคกลาง แต่ทำนองที่ร้องและการแต่งเนื้อเพลงต่างกัน นอกจากนี้ยังมีเพลงบอก ซึ่งเป็นเพลงที่เล่นได้ทั้งร้องคนเดียวและร้องโต้ตอบ เพลงนา ใช้ร้องเล่นเกี้ยวพาราสีกัน ในงาน
เทศกาลต่าง ๆ

 เพลงพื้นบ้าน ความหมาย ประเภท แต่ละภาค

เพลงพื้นบ้าน ความหมาย ประเภท แต่ละภาค

เพลงพื้นบ้าน ความหมาย ประเภท แต่ละภาค

เพลงพื้นบ้าน ความหมาย ประเภท แต่ละภาค

เพลงพื้นบ้าน ความหมาย ประเภท แต่ละภาค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น